Feeds:
Posts
Comments

Archive for the ‘Knowledge Management’ Category

เจ้าประคุณรุนช่อง

หลังจากที่ผมแปล Group Genius มาได้ระยะหนึ่ง (ประมาณ C.3) ผมก็เข้าได้ประเด็นบางประเด็นที่พี่ Keith ต้องการจะส่งผ่านหนังสือมายังผู้อ่าน นั่นคือ “การสร้างสรรค์ที่ยอดเยี่ยมมาจากพลังแห่งความร่วมมือ”

เจ้าประคุณรุนช่อง!

แม่งจิงอย่างแรง

ผมเพิ่งมานึกขึ้นได้เมื่อประมาณ 11 โมงกว่ากว่าที่ผ่านมาว่ายังไม่ได้ download Picasa 3 Beta มาลองฟังก์ชั่น Preview บน Desktop เลยนี่หว่า ก็เลยพยายามเสาะหา Link DL ของมัน ปรากฏว่า มัน set ค่า คอมผมให้วิ่งไปหาที่โหลดแบบ 2.7 แทน ก็เลยไม่รู้จะทำยังไง search คำว่า Picasa 3 Download แล้วก็ไม่ใคร่จะเจอ ก็เลยใช้ Twitter ถามเพื่อนเพื่อนที่เราไม่เคยเห็นหน้า แต่้พอจะรู้จักว่ามีใครให้เราได้บ้างมั้ย

ผลก็เป็นอย่างในรูปครับ

Twitter คืออะไร? มันคือขนมแบบเดียวกับ ทวิตตี้ใช่หรือไม่?
คำตอบคือไม่ใช่นะครับ
Twitter คือ Microblogging ประเภทหนึ่ง

“ตกลงมันคือ Microwave?”

ข้างบนเป็นคำถามที่แย่มาก ไม่ควรลอกเลียนแบบเป็นอันขาด เข้าข่ายปัญหาระดับประเทศ  พอพอกับ ยุบ-ไม่ยุบ

อันดับแรก เราจะต้องแยกให้ออกก่อนว่าอะไรคือ Chat อะไรคือ Microblogging
ปล. Twitter มันแปลว่า เสียงร้องแหลมแหลมของนก
หรือเรากลับไปบ้าน ลองให้ Art ตัวแม่ เราลองทำเสีย “ใช่ซิ๊ยยยยยยย์” ให้ฟังก็ได้ นับว่าพอกล้อมแกล้มอยู่เหมือนกัน

Chat = การพูดคุยกัน มีการโต้ตอบแบบโคตรพ่อโคตรแม่ real time วัตถุประสงค์ค่อนข้างหลากหลาย เช่น จีบกัน นัดพบ พูดคุย ก่อม๊อบ ฯลฯ
Microblogging = การ Post ข้อความอะไรก็ได้ ในกรณี Twitter ก็ What are you doing? จำกัดที่ 140 ตัวอักษร เช่น “ตื่นแล้ว” หรือ “ลำปางหนาวมาก” เป็นต้น

โอเค กลับเข้าสู่ Topic ของผม (สังเกตว่าร้อยละ 98.74% ของการ Blog ของผม จะพยายามโยงไปเรื่องอื่นก่อนเสมอ กว่าจะกลับเข้า Topic ต้นตำรับได้)
สมมติเหตุการณ์เดิม คือ ผมหา link dl picasa 3 ไม่เจอ และต้องการความช่วยเหลือจากเพื่อนเพื่อน ที่ออนไลน์อยู่
ถ้าผม Chat ผ่าน Gtalk และ MSN สิ่งที่ผมจะพบคือ 1. ไม่รู้ว่าไอ้คนไหนบ้างที่มันจะมี link และ 2. ไอ้ status ที่มัน Online อยู่น่ะ มันแค่เปิดเครื่องทิ้งไว้แล้วไปเลี้ยงลูก หรือ กำลังปฏิบัติภาระกิจระดับชาติอะไรอยู่หรือเปล่า? แล้วกว่าเขาจะกลับมาตอบ ผมจะ offline หรือ เบื่อจนคร้านจะหาไปแล้วหรือไม่ ไม่อาจจะทราบได้…

แต่ด้วย สุดยอด Innovation Twitter ใช้เวลาไม่ถึง 2 นาที ก็มีนางฟ้ามาโปรดผม

ผมมองว่านี่แหละ Visible Collaboration ที่ผมหาตัวอย่างมานาน

การร่วมมือกันที่มองเห็นได้ชัด แถมยังทำให้เกิด Productivity ที่มีค่ามหาศาล
นี่ขนาดแค่ case เล็กเล็ก อย่างหาโปรแกรมนะครับ ยังไม่รวมอีกหลายร้อยพันที่จะเกิดขึ้นในอนาคตที่กำลังจะเกิดขึ้นอีก

Keith บอกว่า “นวัตกรรม เกิดจากประกายไฟเล็กเล็กเพียงประกายเดียว เพื่อจะนำไปสู่ประกายไฟอีกหลายประกาย และจะลุกโชนเป็นนวัตกรรมอันสร้างสรรค์”

ผมโคตรเห็นด้วยเลยครับ

ด้วยรักและ Twitter
RT.Rising

Advertisements

Read Full Post »

ผมกล้าบอกได้อย่างเต็มปากเต็มคำว่า
ไม่มีอะไรแคลสสิคไปกว่าการใช้ไวท์บอร์ดเขียนสิ่งที่ต้องทำลงไป

การเขียนไวท์บอร์ดเพื่อกันลืม หรือที่ฝรั่งเค้าชอบเรียกว่า Things to do, To do หรือ Getting things done นั้น ในเมืองไทยมีมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ผมไม่ใคร่จะทราบได้ แต่ตัวผมเองเห็นวิวัฒนาการของมันมาตั้งแต่เด็กเด็ก

ในช่วงแรก มันมาในรูปแบบของที่จดเบอร์โทรร้านก๊าสสสสสสซ์(ทำเสียงให้คล้ายๆ ก็อดซิลล่าเวลาออกเสียง – ไหนลองอีกทีสิครับ กร๊าซซซซซซ)
อีกทั้งมันยังยกระดับตัวเองให้เป็นกระดานจดหวย และจดเอาไว้ว่าวันไหนต้องไปงานเลี้ยงโต๊ะจีนบ้านไหน ช่วยไปกี่บาท ราวกับว่ามันเอาไปลดหย่อนภาษีได้!

ช่วงต่อมา มันถูกย้ายจากอุตสาหกรรมครัวเรือนไปยังโรงเรียน
เนื่องจากคุณครูหลายท่านเบื่อหน่ายกับการดมฝุ่นชอล์ค
และเด็กเองก็เบื่อหน่ายที่จะต้องคอยแบ่งเวรแบ่งกรรมกันออกไปตบแปรงลบกระดาน
สมัยก่อนนั้น ถ้าใครไม่เคยได้เวรตบแปรงลบกระดาน เรียกได้ว่า ได้ข้ามช่วงชีวิตในวัยรุ่นไปอย่างสิ้นเชิง!

หลังจากที่ตัวมันเองได้ก้าวเข้าสู่ยุคอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ และผลิตจำนวนมาก
มันก็เคลื่อนตัวเองเข้าสู่ห้องประชุม ห้องวางกลยุทธ์ วอร์รูม เลิฟโฮเต็ล เอ่อ อันหลังไม่น่าจะมี…
มันกลายสภาพตัวเองจากกระดานไวท์บอร์ดอันเล็กเล็ก เป็นกระดานไวท์บอร์ดยุทธศาสตร์อันใหญ่ใหญ่ ที่ผู้คนพากันเขียนความคิดอะไรต่อมิอะไรลงไปในตัวมัน

ความรุ่งเรืองของมันยังไม่หยุดเพียงเท่านี้
เมื่อยักษ์คิ้วใหญ่แห่งวงการ search engine อย่าง Google ได้พามันไปวางตระหง่านที่ห้องประุชุม เพื่อให้พนักงานทุกคนหมุนเวียนมาเขียน ideas ของตัวเองลงไป และให้คนอื่นสามารถเข้ามาเขียนต่อยอด หรือ หาบทสรุปของปัญหาันั้นนั้นได้

และบัดนี้ ผมนำมันมาวางไว้อย่างสง่างามข้างข้างตัวผมแล้วครับ

ด้วยรัก และแม่เหล็กติดตู้เย็น
RT.Rising

Read Full Post »

เมื่อวาน ได้มีโอกาสไป Visit Plant ที่เขตลาดกระบัง ทำให้เราเองก็ได้รับรู้ถึงบรรยากาศของ Mobile Office ที่ตั้งประชิด site งานเลย เช่น คอนโด หรือ โรงพยาบาล ขนาดใหญ่ เราจะไปทำนิติกรรมสัญญาเพื่อเช่าที่บริเวณนั้น ตั้ง Plant ขึ้นมาเพื่อขายสินค้า และบริการที่รวดเร็ว

ผมได้มีโอกาสไปสัมภาษณ์พี่คนหนึ่งถึงเรื่องการใช้ชีวิตในยุคเศรษฐกิจแบบนี้

พี่เค้าเล่าให้ฟังว่า สมัยก่อนเคยฟุ้งเฟ้อ ซื้อของก็ซื้อแต่้ของ Brand Name มีราคาดูโก้หรู
หลังจากนั้นไม่นาน ก็เริ่มสร้างหนี้ เริ่มมีเงินผ่อน เริ่มใช้จ่ายฝืดเคือง จนในที่สุดก็ต้องเข้าโปรแกรม re-finance เพื่อประนอมหนี้
พอปลดหนี้เสร็จ ด้วยการใช้แนวนโยบายเศรษฐกิจพอเพียง และเิงินออม
แกก็ขายรถที่ผ่อนอยู่ มาซื้อรถเก่้ามือสอง พร้อมติดแก๊ส NVG ลดรายจ่ายด้านค่าน้ำมันลงไป พร้อมทั้งตัดรายจ่ายประจำเช่นค่างวดออกไปได้อีกต่อ

อาทิตย์หน้า ไม่แน่ใจว่าจะต้องไปหลวงพระบางหรือเปล่านะครับ ถ้าไปอาจจะต้องงด update blog ชั่วคราว 😀
บร๊วบจร๊วบ
RT.Rising

Read Full Post »

มากกว่า 5 คนถ้าไม่รวมปลาหมอสีที่บ้านผมที่พร่ำพูดเสมอว่า “ท่านท๊อปนี่มันอัจฉริยะจริงๆ ทำไมถึงเก่งภาษาญี่ปุ่นได้ขนาดนั้นนะ!?”

ผมแทบอยากจะเอาไม้บรรทัดทุบตัวเองตายด้วยความที่ว่ามันไม่ใช่เรื่องจริงเลยแม้แต่นิดเดียว…

หลายคนบอกว่าไม่เก่งได้ไง เป็นถึง Translator Fansub ของ Thai-Fansubs ฟังญี่ปุ่นออกเกือบจะหมด โหย..พระเจ้ามากๆ

บอก ให้ก็ได้ว่า ผมก็คนธรรมดาๆ เหมือนท่านนี่แหละ ไอ้ที่แปล Fansubs น่ะ ก็ฟังออกบ้างไม่ออกบ้าง อันไหนไม่ออก ก็หา Sub Eng มานั่งดู ไม่ได้เทพขนาดฟังจาก RAW 100 % (จริงๆ ก็เคยนะ… แต่ไอ้การที่ฟังประโยคเดียวซ้ำไป-ซ้ำมา 300 กว่าครั้งเนี่ย… มันไม่ใช่อะไรที่สนุกสนานกับชีวิตวัยกลัดมันส์เลยแม้แต่เซนติเมตรเดียว)

ถาม หน่อย… เวลาท่านจะเอาตัวผมไปเทียบกับคนที่เพิ่งเรียนมา 1 เทอม กับตัวผมที่เรียนมาเกือบๆจะ 5 ปีเนี่ย…มันเทียบกันได้ด้วยเหรอ(วะ)? ตอบแบบไม่ต้องคิดแก้สมการสองตัวแปรเลยว่า มันเทียบกันม่ายด้าย!!!

ที่ นี้หนักเข้าๆ มันไม่เชื่อกัน หาว่าผมเป็นเซียนลงมาจุติบ้างล่ะ หาว่าผมเป็นอวตารของคนนักภาษาศาสตร์บ้างล่ะ ถ้าผมเป็นงั้นจริงคงไปออกโชว์รอบโลกแล้วครับ ไม่นั่งเลี้ยงปลาอยู่ที่บ้านแบบนี้หรอกพ่อแม่พี่น้อง

เอาวะ! ไหนๆ ก็ไหนๆ ผมจะเล่าให้ฟังละกันว่า ชีวิตม.5 – ปี 4 ที่เรียนญี่ปุ่นที่ผ่านมาน่ะ ผมสามารถเอาตัวรอดมาได้ยังไง ทั้งๆ ที่ก็คนธรรมดาหน้าตาอุบาทว์ๆ เนี่ยแหละครับ

*** ข้อควรทราบก่อนอ่าน ผมเขียนเรื่องนี้ขึ้นมาเพื่อแชร์ประสบการณ์ไม่ใช่อยากอวดรู้อวดฉลาด ก็บอกแล้วว่ามันไม่ได้ฉลาดๆๆๆ แต่ตั้งใจจะเขียนให้ลองเอาไปประยุกต์ใช้กันเผื่อเป็นประโยชน์ในกาลต่อไป ฉะนั้นใครอ่านมาถึงตรงนี้แล้วเกิดความรู้สึกหมั่นไส้ ตับ ม้าม เซี้ยงจี้ หรือ อัณฑะ ผมก็ขอให้ท่านหยุดเถิดเสียแต่โดยดีตั้งแต่ตรงนี้เป็นต้นไป เพราะไม่มีค่ารักษาความหมั่นไส้ฯ อะไรนั่นให้นะโว้ย***

เรื่อง ของเรื่องก็หยิบเอาตำหรับตำราที่เก็บเอาไว้ใช้สอนรุ่นน้องเอามาดูก่อน คำถามที่พบบ่อยๆ คือ “ทำยังไงให้จำตัวฮิรากานะ และคาตะคานะให้ได้อย่างรวดเร็ว” ผมขอเสนอหลักสูตรเร่งรัดราวกับต้มบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปเส้นยังไม่นุ่มก็ซดโฮก เลยดังนี้

อ่ีะ… เนี่ยแหละกะบะเก็บหนังสือเรียนของผม

ไม่ค่อยได้ทิ้งหรอก เก็บๆ มันไปเรื่อยๆ เพื่ออนาคตเค้ามีประกวดหนังสือเรียนที่เก่าที่สุดในประเทศจะได้เอาไปประกวดกับเค้าบ้าง

ไหน อยากจำตัวอักษร ให้ได้กันเร็วๆ ใช่มะ งั้นเรามาดูสมุดไซส์กระจิ๋วหลิวพวกนี้กันก่อนเถอะ

ดูแล้วไม่น่ามีพิษสงอะไรใช่มั้ยล่ะ อย่าลืมๆ เรียบๆ แบบนี้แหละร้ายลึก เคยได้ยินมะ “เรียบแต่ร้าย”

ผ่า ง!!!!! เอาดิ จะคัดตัวอะอิอุเอะโอะ อะไรยังไงก็คัดไปเลย คัดจนหมดเล่มนี่แหละ คัดหมดแล้วก็ไปซื้อมาอีกเล่มมาคัดต่อ คันจงคันจิยากบัดซบขนาดไหนก็จำได้ภายใน 1 เล่ม ใครจำไม่ได้จะพาไปประกวดกินเนสบุ๊คคนความจำสั้นที่สุดในโลกที่ตอนนี้ปลาทอง เป็นแชมป์อยู่

พอจำการเขียนตัวอักษรได้แล้ว เราก็มาดูเรื่องเส้นกัน หลายคนมีปัญหากับตรงนี้มาก บางคนถึงกับต้องกินยานอนหลับเพราะกังวลมากเกินไป ไม่ต้องกลัว ตอนสอบมันจะมีคนมาเอาเข้าเครื่องแสกนเหรอว่าเราลากเส้นถูกรึเปล่า จำหลักๆ เอาไว้ 2 ข้อ คือ

1. บนลงล่าง
2. ซ้ายไปขวา

จะคันจิพลิก แพลงเป็นรูปหงส์ร่อนมังกรรำขนาดไหนก็ไม่พ้นหลักการ 2 ข้อ ข้างบนนี้ คือลากมันจากบนลงล่างถ้าเป็นลักษณะเส้นตรง แล้วก็ลากมันปาดจากซ้ายมาขวาถ้ามันเป็นลักษณะของเส้นแนวนอน

คำถามต่อมาที่กระทบหูบ่อยๆ ก็คือ ทำยังไงถึงจะจำคำศัพท์ได้หมด? ไม่ยากครับ สมมติเรา list คำศัพท์ออกมาได้ประมาณนี้

อ่าน รอบแรกทำความเข้าใจกับมันเสียก่อน รอบสองเราค่อยมาดูว่าศัพท์ตัวไหนน่าสนใจ ตัวไหนน่าเอาไปใช้ ตัวไหนน่าออกสอบ มาร์ก หรือไฮไลท์มันเอาไว้ซะ หรือจะเอาไป ซีร๊อกซ์ขยายซักแปดพันเท่าแปะไว้หน้าบ้านก็ได้ พอเรา list ได้แล้ว ก็ทำสูตรเดิมเลยครับ

คัด กันเข้าไป เขียนตัวยุ่นก่อนแล้วค่อยเขียนความหมายก็ได้ แล้วทำสลับๆ กันไปซัก 3 รอบ รับรอง 40-50 % ของคำศัพท์ทั้งหมดมันต้องย้อนกลับมาเข้าหัวบ้าง เทคนิคอีกอย่างของผมก็คือ ถ้าศัพท์ตัวนั้น เป็นกริยา ผมจะเขียนคำช่วยไว้ข้างหน้าด้วยกันลืม แล้วก็เอากฏเกณฑ์ของการใช้ตัวช่วยเนี่ยแหละ ไปช่วยแยกการจำคำศัพท์ให้เป็นชุดๆ เช่นตัวนี้ใช้ ni ตัวนั้นใช้ de นะ ถ้าเขียนซัก 8หมื่นรอบ แล้วยังจำไม่ได้แนะนำให้เอาไปให้พระเกจิอาจารย์ดังๆ ลงคาถาทำเป็นยันต์แล้วสอดไว้ใต้หมอนก่อนนอนทุกคืน เผื่อมันจะออสโมซิสใส่สมองเข้าไปบ้าง แต่ไม่แนะนำให้คนที่จำได้แล้วทำนะครับ เดี๋ยวมันรีเวิร์สออสโมซิส ไหลย้อนกลับกระดาษหมด

ต่อไปก็เป็นปัญหาไวยกรณ์ อันนี้เป็นกันทุกคนครับ เพราะภาษายุ่นปี่มันกวน มันชอบผันตัวเองไปเรื่อยๆ ถ้าท่านเป็นกองกลางจอมเทคนิค บางทีท่านอาจจะผันได้ถึง 20 รูปแบบใน verb ตัวเดียว เอาล่ะครับ ผมมีอะไรให้จำกันง่ายๆ 2 ข้อ จริงๆ มี 745 ข้อ แต่จะบอกแค่ 2 ข้อมีอะไรมะ?

1.ภาษาญี่ปุ่นให้ตายยังไงมันก็ต้องจบด้วย desu
2.ถ้ามันไม่จบด้วย desu มันก็ต้องจบด้วย masu

ตรงนี้มีคนเถียง “ทำไมผมเห็นหลายๆ ประโยคมันจบด้วย te, da, ne, yo, datta, da, chau, deshou, dearu, darou doremon ล่ะครับ???”

ตอบ แบบคนโง่ๆ อย่างผมก็คือ นั่นแหละที่ผมเรียกว่าการผันตัวของไวยกรณ์ญี่ปุ่น desu มันก็กลายเป็น da เป็น dearu ได้ masu มันก็เป็น iru ในกรณี teimasu อะไรพวกนี้ได้ ซึ่งยังไม่อยากพูดไว้มีอารมณ์ก่อนแล้วค่อยมาว่ากันอีกที อันนี้มันลึกเกินระดับ 4 แล้ว ตั้งใจจะมาคุยเพื่อระดับ 4 โดยเฉพาะนะวันนี้ เลยไม่อยากลงไปลึกมากเดี๋ยวจมน้ำ

เขียน สรุปลง death note ก็เป็นทางออกที่ดีอีกทางหนึ่ง เพราะไม่ต้องแบกตำราเรียนไปให้เมื่อย แถมเวลาอ่านนอกสถานที่ก็สบายด้วยเป็น sheet ไม่กี่แผ่น หรือสมุดกิ๊กๆ ลายห่านป่าเนบราสก้า ก็ดูเก๋ไปไม่หยอก หรือจะจดใส่โน๊คบุ๊คแบกอ่านเล่นบนรถเมล์ ก็ล่อสายตาสาวๆ ไม่ใช่เล่น ข้อสำคัญคือ จดโดยลายมือเรา เวลาเพื่อนยืมไปซีรอกซ์แม่งโคตรเท่ห์ คิดดู ทั้งคลาสมันอ่านสรุปของเราทุกคน

ไอ้ ที่ท่านเห็นข้างบนนี้มันคือ shousetsu หรือเรื่องสั้น หายืมไปซีรอกซ์ได้ตามเพื่อน, อาจารย์,หรือสำนักหอสมุดทั่วไป หรือบางทีฟลุ๊คๆ ก็อาจจะมีแม่ค้ากล้วยทอดลูกครึ่งบางคนเอามาทำกระดาษห่อให้เราอ่านฟรีๆ ลองหัดอ่านซะ ไม่เข้าใจก็ถามคนที่ยืมมานั่นแหละ ยกเว้นบรรณารักษ์ห้องสมุดนะ มันเป็นการพัฒนาทักษะการเอาตัวรอด เพราะการอ่านเรื่องสั้นจะประกอบไปทั้งการฝึกฝนทั้ง คันจิ ไวยกรณ์ และคำศัพท์

มี เงินแล้วอย่างกครับ คราวน์ แองเจิ้ลวิง ชุดปังย่าอะไรนั่นยังเก็บเงินซื้อกันได้ ดิกชันนารี่ไม่กี่เล่มก็ต้องซื้อได้เหมือนกัน ซื้อไปเลยทั้งดิคเฉพาะทาง ดิครวมศัพท์ ดิค furikana ไทยเป็นยุ่น ยุ่นเป็นไทย ไทยญี่ปุ่นดินแดน หรือจะยุ่นเป็น eng ก็เอาตามสะดวก

ผมแนะนำให้ใช้ dic แบบดิจิตัลเลดี้น่ะนะ มันสะดวกดี แพง(ฉิบ) แต่ถูกกว่าค่าเสื้อผ้าไฮโซบางคน 1 ชุดรวมกัน

ไฮโซ มั้ย… ไฮโซวววว

ใช้งานง่ายมั้ยล่ะ หาคันจิแป๊บเดียวเจอ แต่บางทีก็หาเป็นนาทีๆ เหมือนกันนะ…

“ไม่มีเงินทำไงดีค่ะ?”

แก้ขัดไปก่อนครับพี่น้อง….

http://babelfish.altavista.com/tr

โปรแกรมนี้ก็ได้ครับ ดีกว่าไอ้เจ้า NJstar อะไรนั่นอีก ชื่อ JWPce จะหาจากไหนน่ะเหรอ รู้จัก google มั้ยล่ะ เออนั่นแหละ

เอาล่ะ เดี๋ยวคราวหน้าเราจะมาว่ากันด้วยศาสตร์ของการแปลเพลง แปลยังไงให้เสี่ยวแบบ ท่าน Rising-Top กร้ากกกก จะมีคนอ่านมั้ยวะ !!!

Read Full Post »

สวัสดีครับห่างหายไปนาน วันนี้ผมกลับมารับใช้แฟนนานุแฟนกันอีกแล้ว! (อ่ะแฮ่ม.. มีด้วยเหรอ) ก่อนอื่นเลยก็ต้องขอเล่าย้อนไปก่อนว่า ไอเดียเรื่อง SWOT นี้มันเกิดมาตั้งนานแล้ว จนลืมไปแล้ว แล้วไปเรียนมาอีกรอบเลยเกิดความคิดขึ้นมาอีกรอบ หลังจากอู้ไปแล้วหลายรอบ มารอบนี้เลยตั้งใจจะเขียนให้มันครบรอบซะที คำถาม ผมพูดคำว่า “รอบ” ไปทั้งหมดกี่รอบ? ตอบได้ให้เอาผมไปนอนกอด 1 คืนเลยเอ้า!

…ก็คิดว่าคงไม่มีใครอาจหาญตอบกันนะครับ โอเคเข้าเรื่อง

SWOT Analysis อ่านออกเสียงว่า “สะ-ว๊อท” หรือจะ “สะ-หวอด” ก็ได้ครับถ้าท่านต้องการให้การออกเสียงเที่ยงตรงยิ่งขึ้น แนะนำให้พยายามทำปากให้คล้ายปลากัดตอนกำลังจะก่อหวอด แล้วออกเสียง “หวอดดดดด” ยาวๆ สามครั้ง หมุนตัว 90 องศา ทักษิณาวัตร ..พอเหอะเน๊อะ

SWOT เป็นหลักการวิเคราะห์ที่ย่อมาจากคำว่า Strengths , Weaknesses , Opportunities และ Threat นั่นก็คือ จุดแข็ง , จุดอ่อน , โอกาส และความเสี่ยง โดยเราจะนำสิ่งดังกล่าวทั้งหมดมาวิเคราะห์ร่วมกัน เพื่อกำหนดกลยุทธ ยุทธศาสตร์ แนววิธีนโยบาย บลาๆๆๆ แล้วแต่จะเรียกกัน

หลัก การเบื้องต้นของ SWOT คือ ให้ดูปัจจัยภายใน และปัจจัยภายนอกของสิ่งที่เราจะทำการวิเคราะห์เสียก่อนเป็นอันดับแรก ซึ่งหลักการง่ายๆ ของ SWOT นั่นก็คือ ปัจจัยภายในของสิ่งสิ่งหนึ่ง จะเป็นตัวส่งผลไปเป็นปัจจัยภายนอกของสิ่งที่อยู่ใกล้สิ่งนั้นทันที ยกตัวอย่างนะครับ เช่น กรณีมีสงครามที่แนวพรมแดนประเทศ A ซึ่งอยู่ประชิดติดกับประเทศ B ปัจจัยภายในของประเทศ A คือ สงครามแนวพรมแดนของพวกก่อการร้ายแบ่งแยกดินแดน จะไปทำให้เกิดเป็นปัจจัยภายนอกของประเทศ B ทันที เนื่องด้วยเป็นปัจจัยภายในของสิ่งใกล้ตัวที่แปรสภาพมาเป็นปัจจัยภายนอกนั่น เอง ดังนั้นประเทศ B จึงใช้หลัก SWOT เข้ามากำหนดนโยบายในเรื่องนี้ทันที โดยอาจ ; เปิดบ่อนแทงบอล แทงไก่ แทงโก้ แถวๆ พรมแดนเพื่อเป็นการกระตุ้นด้านเศรษฐกิจล้มล้างการสงครามเป็นต้น

เราจะทำทั้งปัจจัยภายใน และปัจจัยภายนอกนั้น มาประกอบกับ SWOT ที่กล่าวมาข้างต้นได้ตามตารางดังต่อไปนี้ ;

ปล. ผมพิมพ์ผิด… น่าอายมากๆ… หาดูเอาละกันว่าคำไหน T A T);;

ปัจจัยภายในของเราก็คือ “จุดอ่อน และจุดแข็ง” ของเรานั่นเอง

ส่วนปัจจัยภายนอกนั้น ก็จะแบ่งเป็น “โอกาสและความเสี่ยง”

เอา ล่ะ!!! ต่อไป เราจะเอา SWOT Analysis มาวิเคราะห์แนววิธีการเอาตัวรอดในการจีบผู้หญิงของนาย A (ถ้าผมมีลูกผมจะไม่ตั้งชื่อมันเป็นตัวอักษรภาษาอังกฤษหรือไทยสั้นๆ แน่ๆ อะไรๆ มันก็ยก นาย A นาย B นาย ค นาย ว นาย ย… บลาๆ…)

สถานการณ์ : นาย A ต้องการจะพิชิตหัวใจน้องพุทรา

สิ่งแรกที่เราจะต้องนำมาประกอบการวิเคราะห์ก็คือ “จุดอ่อน และจุดแข็ง” ของนาย A

” อาจารย์ครับ! จุดแข็งของนาย A คือขลำหรือเปล่าครับ! ถ้างั้นนาย A ก็เสียเปรียบสิครับเพราะมีที่แข็งได้ที่เดียว ไอ้ครั้นจะเอาติ่งหู หรือขนตาให้มันแข็งก็คงไม่ได้ เพราะคงยัดเข้าไปลำบากแน่แน่”

เอ่อ… ไม่ใช่นะครับนักเรียน จุดแข็งของเราตรงนี้ไม่ใช่ตรงนั้น ไอ้นั่นเอาเก็บไว้ก่อนไว้สอนคลาสหน้า… ครับจุดแข็งในที่นี้คือ ภาพรวมทั้งหมดของนาย A สมมติผมแยกออกเป็นข้อๆ ดังนี้นะครับ ;

1. จุดแข็ง หรือ Strengths
1.1 นาย A เป็นคนแข็งแรง สามารถนั่งเล่นคอมได้นานถึง 48 ชั่วโมง ยิ่งไปกว่านั้นยังสามารถทำสถิติเล่นเกมออนไลน์ 12 เกมส์พร้อมกันได้!!!
1.2 นาย A เป็นหนุ่มบริสุทธิ์ผุดผ่อง เพราะมันเล่นเกมเลยไม่มีเงินไปเที่ยวราตรี และไม่มีแม้แต่เวลา….ไปสนามหลวง..(นักเรียน : “ไปให้อาหารนกพิราบเหรอครับ!?” อาจารย์ : “…….”)
1.3 นาย A ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มเหล้า เป็นพวก Just Say No
1.4 พ่อแม่นาย A รวย
1.5 นาย A ศึกษาอยู่ ณ มหาวิทยาลัยปิดชื่อดังของประเทศ

ต่อมาเราก็จะมาพิจารณาจุดอ่อนของนาย A กันนะครับ ;

2. จุดอ่อน หรือ Weaknesses
2.1 นาย A ชอบโดนล้อว่าเป็นเกย์
2.2 นาย A อู้
2.3นาย A ดูดกัญชา ดื่มยาบ้าชนิดน้ำ เจ้าของเดียวกับ โนทาฟ
2.4 นาย A ไม่เคยจีบผู้หญิงมาตลอดเลย แม้แต่จะเข้าใกล้อิสตรีเพศก็ยังมิเคย ที่เข้าใกล้ที่สุดในรอบ 10 ปีก็คือ ไอ้ด่างหมาตัวเมียข้างบ้านป้าแช่มที่ขายโรตีสายไหมอยู่หน้าปากซอยวัดนวล

… ครับ หลังจากนั้นเราก็ต้องหันไปดู ปัจจัยภายนอกกันบ้าง อันว่าปัจจัยภายนอกนั้น เราก็ต้องดูไปถึงตัวเป้าหมายด้วย นั่นก็คือ ดูที่ตัวน้องพุทรานั่นเอง ดังนี้ครับ;

ปัจจัยภายนอก แบ่งออกเป็นสองประเภทคือ โอกาส และ ความเสี่ยง

3. โอกาส หรือ Opportunities
โอกาสนั้น เราจะต้อง (ดูตารางประกอบ) หา และ นำมาใช้ (Search and Exploit)
3.1น้องพุทราหน้าตาไม่ได้ดีมากนัก แค่คล้ายๆ พอลล่า
3.2น้องพุทรายังไม่มีแฟน
3.3 น้องพุทราเป็นคนรักสัตว์ ที่บ้านเลี้ยงอีเก้ง ชะมด ตัวนิ่ม เม่น ฟีนิกซ์ไว้เต็มบ้าน นี่เห็นร่ำๆ จะเอากิเลนไฟที่ใช้ประกอบฉากหนังเรื่อง ฟงอวิ๋นขี่พายุทะลุฟ้า มาเลี้ยงอีกตัว เธอช่างจิตใจดีดุจนางฟ้าจริงๆ…
3.4 น้องพุทราไปไหนมาไหนคนเดียวบ่อยๆ
3.5 น้องพุทราชอบอ่านนิยายน้ำเน่า น้ำทะเล และน้ำผึ้ง ตามลำดับ
3.6 น้องพุทรามีมนุษยสัมพันธ์ดี แต่เพศสัมพันธ์นี่ไม่รู้…ยังไม่ได้ลอง
3.7 น้องพุทราไม่ได้ชอบแดกพุทราแต่ชอบทุเรียน

ดู list ด้านบนดีๆ แล้วพิจารณาว่า นาย A สามารถเอาจุดแข็งของเขาไปใช้ประโยชน์ได้บ้างในด้านไหน และเขาสามารถเอาจุดอ่อนเอาไปเรียกคะแนนความสงสารได้หรือไม่ และเขาควรจะแสวงหาโอกาสเพิ่มขึ้นได้อีกด้วยวิธีใด จากนั้นเราก็จะไปดู ความเสี่ยงกันนะครับ

4. ความเสี่ยง หรือ Threat
อันว่าความเสี่ยง นั้น (ดูตารางด้านบนประกอบนะครับ) เราก็สามารถที่จะ หลีกเลี่ยง และเผชิญหน้า (Avoid and Confront) ได้ถ้าใจด้านพอ (คอรัส… ใจด้านพอออออ) ตรงนี้สำคัญมาก เป็นเสมือนจุดพลิกผันของการดำเนินการของเราเลยทีเดียว!
4.1 พ่อน้องพุทราดุมาก วันนั้นวินมอ’ไซด์เดินมาแซวน้องพุทรา พ่อน้องพุทราสั่งหมาทั้งซอยไปไล่กัดไอ้นั่น ข่าวล่าสุดไปออกรายการคุณสรยุทธแล้ว
4.2 บ้านน้องพุทรามีน้องหมาชื่อ จอร์จ ปลาทองชื่อ บุช สองตัวนี้หวงน้องพุทรายังกับอะไรดี ที่บ้านถึงกับต้องปักป้ายเตือนคนที่เดินผ่านไปมาว่า “ระวังปลากัด”
4.3 ที่โรงเรียน น้องพุทรามีสมาคมแฟนคลับเรารักน้องพุทราตั้งอยู่ ประธานชมรมเป็นทอม ฉายา “สองชิ้นแลกลิ้นแล้ว” (มาจากที่มาคือ หล่อนชอบเอาของขวัญไปให้สาวๆ ที่หมายปอง ไม่เกินสองชิ้นก็ได้ deep kiss แล้ว) คติประจำใจคือ “ผู้หญิงได้ผู้ชายเป็ดกิน” เพราะเธอชอบพกมีดคัตเตอร์ควงไปควงมาเวลาที่สาวๆ ในสังกัดโดนผู้ชายมาแอบแทะโลม ว่ากันว่าคัตเตอร์ “มุราซาเมะมาสะมูระ” ของเธอนั้นทำมาจากเศษดาวพลูโต
4.4 เพื่อนๆ น้องพุทราเป็นพวกขาเม้าท์ โดยเฉพาะนังเจรี๊ยบ (อ่านว่า จะ-เรี๊ยบ) เจ้าแม่ CNN รู้ทุกอย่าง ไม่ว่าข่าวจะปิดกันแค่ไหนเจ๊แกรู้หมด ครูคนนั้นได้ฟันกับอาจารย์คนนี้ น้องคนนั้นใส่กางเกงในสีอะไร ไอ้หนุ่มคนนั้นเมื่อคืนดูวีดีโอโป๊เรื่องอะไร นางเอกเป็นใคร เด็ดไหม เซนเซอร์บางรึเปล่า? เธอรู้หมด น่ากลัวจริงๆ
4.5 คนข้างบ้านก็ชอบน้องพุทราอยู่เหมือนกัน มันชื่อไอ้ฉ่ำ เจ้าของค่ายมวย “ฉ่ำอุรา” สมญา “ขวา shift หาย ซ้าย caps lock” ชื่อในวงการมวยคือ “ไอ้โหด กระโดดกระทืบเป็ด”

จากการพิจารณาแล้ว นาย A ก็ร่างแผน SWOT ออกมาเป็นรูปดังนี้ ;

เอา จุดอ่อน แข็ง โอกาส ความเสี่ยง ทั้งสี่อย่างมารวมเข้าด้วยกัน !!!! จากนั้นนาย A ก็จะได้ นโยบายได้การจีบน้องพุทราคร่าวๆ ออกมาเพื่อนำไปปฏิบัติจริง!!! โอวพระเจ้าจอร์จ มันง่ายมาก!!!

เราลองมาดู ตัวอย่างกันนะครับ ว่านาย A จะทำยังไง!?

หลัง จากที่นาย A ทำ SWOT Analysis เสร็จแล้ว นาย A ก็เริ่มแผนการของเขาทันที โดยการไปจ้างนักเรียนชายกลุ่มหนึ่งกระจายข่าวว่า นังเจรี๊ยบไปแอบเป็นชู้กับน้องพุทรา ข่าวรู้เข้าไปถึงหูคุณทอมเจ้าของพุทราแฟนคลับ เกิดมหาสงครามขึ้น ตอนนั้นเองที่นาย A วิ่งเข้าไปช่วยเหลือน้องพุทราได้ทัน จากนั้นนาย A ก็อาสาพาน้องพุทราไปส่งที่บ้าน เพราะไหนๆ ก็ไหนๆ น้องพุทราก็ชอบกลับบ้านคนเดียวอยู่แล้ว อ๋อ ระหว่างทางนาย A ก็แวะร้านหนังสือ โดยบอกว่าจะซื้อหนังสือพิมพ์ไปทำรายงาน ขณะที่น้องพุทราหยิบหนังสือบทกลอนขึ้นมาเล่มหนึ่ง นาย A รีบด้นกลอนสดขึ้นมาในบัดดล (จ้างให้ชมรมวรรณศิลป์แต่งให้)

“เขาว่าเสาแปดศอก ตอกเป็นหลัก
ไปมา ผลักทุกวันเข้า เสายังไหว
แล้วสองเราสนิทกัน ทุกวันไป
มีหรือ จะไม่ ตกหลุมรัก เข้าสักวันฯ”

ครับ น้องพุทราก็จะอ้ายม้วนอายพับหรือจะอายชิลด์ 21 อะไรก็ตามแต่น้องเค้าจะทำ ครับจากนั้น นาย A ก็พาน้องพุทราเดินกลับบ้านไปอย่างสวัสดิ์ภาพ จากนั้นนาย A ก็ไปสมัครเข้าค่ายมวยตาฉ่ำ แล้วเอากัญชากับยาบ้าไปมอมตาฉ่ำจนหัวทิ่ม แล้วก็แอบไปซื้อ หมาเฝ้าประตูนรกเคลเบรอสมาฝากที่บ้านน้องพุทรา ให้มันแดกไอ้จอร์จ บุชให้ตายไป อ่อ อย่าให้มันแดกพ่อน้องพุทราไปด้วยนะครับ เดี๋ยวจะเสียแผน เท่านี้นาย A ก็สามารถเข้าหาน้องพุทราได้ง่ายขึ้นอีกก้าวนึงแล้ว!!!!


บทสรุป

ครับ ที่ผมกล่าวมาทั้งหมดมันก็ไร้สาระอย่างที่แล้วๆ มานั่นแหละครับ จะรักใครจะชอบใคร มันขึ้นอยู่ที่ตัวคุณเองว่า คุณจะจริงใจต่อเค้าได้แค่ไหน คุณรักเค้าจริงหรือเปล่า หรือคุณแค่ชอบเค้าเพราะเค้าน่ารักเท่านั้น? SWOT Analysis วันนี้ก็ขอจบลงด้วยประการฉะนี้…

remember : รัก ไม่มีแบบแผน แม้ว่าคุณจะพยายามหามันเท่าไหร่ คุณจะรู้ว่าคุณยิ่งห่างไกลจากคำตอบมาขึ้นเท่านั้น


แหล่งข้อมูล

http://www.businessballs.com/swotanalysisfreetemplate.htm
Business Ball แจก Template ของ SWOT ให้ไปลองอ่านกันดูเล่นๆ ครับ

http://www.quickmba.com/strategy/swot/
Quick MBA อธิบายถึงเรื่อง SWOT Metrix โดยเน้นการเชื่อมต่อของ S-T S-O และ W-T กับ W-O

http://www.quintcareers.com/SWOT_Analysis.html
Quint Careers เค้านำ SWOT มาใช้เกี่ยวกับวางแผนการทำงาน / การสมัครงานครับ

http://www.essays-now.com/swot.php
อันนี้จ๊าบมากมาก เป็น Essay หรือเรียงความ ที่เค้าเขียนวิเคราะห์การทำงานของเวปต่างๆ เช่น Ebay โดยใช้ SWOT Analysis

http://www.mindtools.com/pages/article/newTMC_05.htm
ฝึกฝนการใช้ SWOT กับตัวเองจาก Mind Tools

http://en.wikipedia.org/wiki/SWOT_Analysis
เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นกับ SWOT และผู้ขี้เกียจอ่านภาษาอังกฤษยาวๆ ข้างบน…


สุดท้ายนี้ ขอให้ทุกท่านมีความสุขกับหน้าหนาวที่กำลังจะย่างเข้ามานะครับ

รักเสมอ

R.T.Rising
(ปล. SWOT นะโว้ย ไม่ใช่ SWAT)

Read Full Post »

เมื่อวานซืน (วันที่ 16 ก.ค.) ได้มีโอกาสไปเข้าร่วมเป็นแขก VIP ในห้องประกาศผลรางวัล Power of Innovation Award ที่มีมูลค่าสูงถึง 3 ล้านบาท

ตอนเดินเข้าไป ด้วยฟาร์มที่เป็นเด็กใหม่ ยังละอ่อนต่อโลกใบนี้นัก เลยไม่เข้าใจว่าเค้าจะแยกแขก VIP ออกจากแขกไม่ VIP ยังไง เลยเดินไปตรงโต๊ะประชาสัมพันธ์ที่คนสวยสวยเขานั่งออกันเยอะเยอะ
พี่พี่ PR เค้าก็ถามพร้อมรอยยิ้มว่า “ให้ช่วยอะไรมั้ยคะ?”
ไอ้ครั้นเราจะตอบไปว่า “ช่วยเลิกสะกดลมหายใจเสียทีเถอะครับ” มันก็จะดูเสี่ยว และอาจจะโดนเขารายงานหัวหน้าได้ เลยไม่เอาดีกว่า
พอบอกว่า “ผมเป็น 1 ใน 100 คนอ่ะครับ ที่ได้เข้างาน”
สาวสาวขำกันใหญ่ อะไรวะ 1 ใน 100 นี่มันขำตรงไหนเนี่ย?
มีน้องคนนึง (เข้าใจว่าน้อง เพราะคนอื่นเค้าก็เรียกน้องคนนี้ว่าน้อง) เอา sticker มาแปะให้พร้อมกับพูดเบาเบาว่า “ขอโทษนะคะ”
พี่พี่ PR แซวกันใหญ่ บอกว่า น้องเค้าอยากแปะผู้ชายมานานแล้ว เล่นเอาหนุ่มกระทงอย่างผมเิขินไปเลยทีเดียว…

เอาล่ะ เลิกไร้สาระเสียที
บรรยากาศในงานก็เป็นไปอย่างสนุกสนาน มีการเล่นมุกกันบนเวทีอย่างเป็นกันเอง แม้กระทั่งผู้บริหารตอนประกาศผลรางวัลยังขำเลย

บริษัทผมได้รางวัลด้วย! ตอนรู้ข่าวก็รีบโทรไปบอกนายเลย ตื่นเต้นกันใหญ่

ตอนพิธีการบอกว่างานคราวนี้มี Highlight อีกอย่างหนึ่งคือ ได้เชิญเจ้าของธุรกิจที่ทำเรื่องเกี่ยวกับนมมาด้วย ผมก็คิดไปก่อนทันทีเลยว่า ต้องเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลยันฮี แน่นอน!
แต่ปรากฏว่าเป็นพี่ โชค บูลกุล จากฟาร์มโชคชัยมาพูดเรื่อง Innovation ครับ!
พี่โชคขึ้นดำรงตำแหน่งประธานกลุ่มฟาร์มโชคชัยพร้อมพร้อมกับหนี้ 500 ล้านบาท ที่รอวันสะสาง
เขาตัดสินใจขายธุรกิจนมทิ้ง (แบรนด์โชคชัย) แล้วหันมาทำฟาร์มวัวแทน

เขาบอกว่าสิ่งหนึ่งที่เขาโชคดีตอนรับช่วงธุรกิจคือ เขาไม่รู้อะไรเลย และพอเขาไม่รู้อะไรเลย มันก็เลยเกิด “ความไม่กลัว” ขึ้นมา
พี่โชคบอกว่า โลกเปลี่ยน ถ้าเราไม่เปลี่ยนเราก็ก้าวถอยหลัง
คนเราต้องการความเปลี่ยนแปลง และนั่นก็คือคำว่า “สร้างสรรค์” จนในที่สุดก็จะกลายเป็น “นวัตกรรม”
มีคนเคยบอกว่า Innovation = new to the world
แต่ทำอย่างไรถึงจะเกิด Innovation? ถ้าเราไม่ Creativity ถ้าเราไม่ Doing มันก็ไม่ Inno

พี่โชคให้ข้อสังเกตว่า
“บริษัทที่ระบบดี ความคิดสร้างสรรค์จะน้อย ในขณะที่ บริษัทที่เล็กจะมีความคิดสร้างสรรค์มากกว่า”
ยกตัวอย่างง่ายง่าย ก็คือ บริษัทยักษ์ใหญ่มีกจะใช้อำนาจทางการเงินฮุบซื้อ “ความคิดสร้างสรรค์” จากบริษัทเล็กเล็กเข้ามารวมกัน
ในขณะที่บริษัทเล็กเล็กนั้น จะได้พลังของ Collaboration มาสร้างนวัตกรรมแทนการใช้เงิน

“เมื่อมีวิกฤต จึงเกิดโอกาส เมื่อได้โอกาส ก็จะเกิดนวัตกรรม”
พี่โชคบอก
“คำว่า ความกดดดัน หรือ Pressure นั้นมีสองประเภท ประเภทแรกคือ Good และอีกประเภทคือ Bad
Good Ideas มักจะมาตอนเราเกิดวิกฤต ดังนั้นจะมองให้วิกฤตเป็นโอกาส”
อีกเรื่องที่น่าสนใจคือ พี่โชคบอกว่า เขาชอบคิดเป็นเด็กเด็ก แต่ทำแบบผู้ใหญ่ คือ Think Kid Act Adult

เขาบอกว่า เวลา Recruit คน ให้ Recruit คนสองประเภท
1. เรียนเก่ง แต่มาเป็นลูกจ้าง
2. เรียนไม่เก่ง แต่สร้างสรรค์ เอามาเป็นเจ้านาย
(พี่เค้ายกตัวอย่าง บิล เกต…)

วิธีคิดแบบเด็กแต่ทำแบบผู้ใหญ่ของเขา อาทิ

  • ทำ Cow Modeling Agency เพื่อคัดเลือกวัวหล่อ-สวย ไปถ่ายแบบ
  • วาง Wifi ทุกจุดในบริเวณ 200 ไร่ของฟาร์มโชคชัย
  • สร้าง Boutique Tent วางไว้ใต้ต้นไม้ (พี่โชคบอกว่า จริงๆ จะมองว่ามันคือเต้นท์ใต้ต้นไม้ธรรมดาๆ ก็ได้ แต่เราทำ High Valued Product โดยการใส่เตียงและอื่นอื่นเข้าไปให้มันดูเหมือนโรงแรม 5 ดาว)
  • Customized Ice Cream => Umm Milk

สิ่งที่ผมชอบมากที่สุดคือ Customized Ice Crem
ยากมากนะครับที่จะหา Universal Product แบบนี้ได้ เพราะว่า “ไอติม”  แม่ก็กิน พ่อก็กิน ลูกก็กิน เด็กก็กิน ผู้ใหญ่ก็กิน ทุกชาติทุกภาษากินกันหมด
พี่โชคเล่าว่า การที่คุณลูกกับคุณแม่ได้สนุกกับการทำ Ice Cream Workshop ด้วยกันมีข้อดีอยู่ 2 ข้อ

  1. ไอติมที่เหลือไว้ สามารถเอาไปวิเคราะห์ได้ว่า ลูกค้าชอบรสชาดแบบไหน
  2. ทีม R&D เอาไปวิจัยต่อได้

จริงจริงพี่เค้าก็ยังพูดต่ออีกหลายเรื่อง เช่น Limited Product ที่ทำให้ลูกค้าเกิดความเป็น Exclusive บลาบลาบลา..
แต่ด้วยเวลาแค่ 30 นาทีจึงทำให้พูดได้น้อยไปหน่อย เสียดายเหมือนกัน
ยังไงก็ลองหาโอกาสไปเยี่ยมชมฟาร์มโชคชัยกันบ้างนะครับ ตามลิงค์มาเลย

ปล. ตอนนี้อ่าน Group Genius ไปได้ระยะนึงแล้ว ลุง Sawyer เขียนหนังสือโคตรเทพ แถมลุงแกลงทุนในการวิจัยมากมาก นับถือจริงจริง ยังไงจะรีบอ่านแล้วเอามาเล่าให้ฟังครับ!

ด้วยรักและธุรกิจบีบนมวัว
RT.Rising

Read Full Post »

ขอคั่นจังหวะของ Office Shop เสียหน่อย เนื่องด้วยเมื่อเช้านี้ลังพัสดุจาก Head Quarter ส่งมาสองลังใหญ่ใหญ่ จ่าหน้าถึงเราด้วย เลยไปแกะแกะแพะแพะออกมาเป็นหนังสือที่เรารอคอยมานาน!

คนเขียนเรื่องนี้คือ Dr. Keith Sawyer
คุณลุงเค้าจบปริญญาด้านจิตวิทยาและการศึกษา ที่ม.วอชิงตัน และ computer science ที่ MIT
จบมาก็เริ่มทำงานที่บริษัท Atari (ซึ่งเป็นผู้ผลิตวิดีโอเกม) นาน 2 ปี ก่อนที่จะออกมาทำงาน Consult อีก 6 ปี ที่ Boston และ New York
ลุง Sawyer กลับมาศึกษาต่อด้านจิตวิทยาจนสำเร็จเป็น PhD ที่ ม.ชิคาโก เมื่อปี 1994 (ใช้เวลาทำดอกเตอร์ 4 ปี)
ปัจจุบันงานเขียนของเขามีมากมายกว่า 50 เรื่อง

รายละเอียดเท่เท่ เพิ่มเติม: กดเบาเบา

ความเชี่ยวชาญของคุณลุงเค้าจะเน้นสาม-สี่เรื่องคือ

  • Innovation
  • Creativity
  • Learning
  • Playing

การที่ได้หนังสือเล่มนี้มาในมือผมก็ถือเป็นของขวัญวันเกิดล่วงหน้าเหมือนกันนะเนี่ย

ขอเวลาอักพักใหญ่จะเอามา Briefing ให้ฟังกันนะจ๊ะ

Links:
1. สั่งซื้อหนังสือของคุณลุง
2. Blog ของคุณลุง

ด้วยรักและจิตวิทยาองค์กร
RT.Rising

Read Full Post »

Older Posts »